รู้จักกับหมอมด

9.เปิดคลินิกวันแรก

ถ้าคุณหมอกำลังอ่านบทความนี้ (ข้อ 9) ผมกำลังเดาว่าคุณหมอน่าจะได้เริ่มต้นเพื่อดำเนินการจะเปิดคลินิกไปบ้างแล้ว

การเปิดคลินิกในช่วงแรก ๆ คุณหมอคาดหวังอะไรบ้าง ?

คุณหมอต้องระวังสิ่งใดบ้าง ?

1.ทำ Soft Opening เพื่อทดสอบ flow การทำงาน

Soft opening เราจะนึกถึงการชวนเพื่อนและคนสนิทมาจัดปาร์ตี้วันเปิดคลินิก แต่ในมุมของผมมีความหมายคนละอย่าง คือเป็นการ “ทดสอบระบบและขั้นตอนการทำงาน”

ในช่วงแรกทุกคนในคลนินิกจะ “ใหม่” หมด ต่อให้มีประสบการณ์มาก็ใหม่สำหรับที่นี่ การทำงานในช่วงแรก ๆจะมีความตะกุกตะกักหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทำงาน การส่งต่องาน การหาของ ของขาด และคุณหมอจะรู้ทันทีว่าตอนนี้เรากำลังขาดเหลืออะไร

2.อย่าให้มีคนไข้เยอะเกินไป

ในช่วง 1 เดือนแรกของการเปิดคลินิกเป็นช่วงต้นของ S-Curve. นั่นคือประสบการณ์เรายังน้อย การรองรับคนไข้จำนวนมาก ๆ จะเครียดมากและมีปัญหาตามมาเยอะ ในช่วงเดือนแรกควรเป็นการลองผิดลองถูก ฝึกอบรมเพิ่มความสามารถและความมั่นใจ

3.เน้นทำให้คนรู้จัก

เพราะจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจซื้อ จะต้อง “รู้จัก” ก่อน

ในเชิงการตลาด สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงแรก คือ การเปิดตัวให้คนในพื้นที่ (area) รู้จักเราให้เร็วที่สุดและเยอะที่สุด โดยเน้นกลุ่มคนที่อยู่ในรัศมี 5 km หรืออาจจะมากกว่าและไกลกว่านี้กรณีต่างจังหวัด

4.ใครพร้อมซื้อ

ข้อนี้เกี่ยวกับการตลาด คือต้องวิเคราะห์ก่อนว่า “ใครพร้อมซื้อ” หรือ ใครซื้อง่าย การทำการตลาดในคนกลุ่มนี้จะทำการตลาดไม่ยากนัก ทั้งนี้เราจะต้องวิเคราะห์ให้เป็นว่าลูกค้ามีกี่กลุ่ม เราจะติดต่อเขาผ่านช่องทางใดและจะเหนี่ยวนำจนให้เกิดการซื้อขายได้อย่างไร

5.Teamwork

คลินิกที่มี Scale เล็กและเพิ่งเปิดมักจะมีพนักงานจำนวนไม่เยอะ ควรเน้นให้แต่ละคนสามารถทำงานได้หลากหลายเพื่อจะสามารถทดแทนกันได้ในวันที่มีคนลาป่วย หยุดพัก หรือ ลาออก

และควรทำระบบการสอนงานให้ดี เก็บข้อมูลไว้ทั้งไฟล์และ VDO เพื่อให้สามารถสอนงานคนมาใหม่ได้ง่าย และสะดวก ทำซ้ำได้

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

8.สร้างทีมงาน พนักงาน 

ในภาพคือบรรยากาศการอบรมพนักงานที่พนักงานทุกคนจะต้องมาเรียนและฝึกฝนการใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง และสร้างระบบการเรียนรู้ให้สามารถถ่ายทอดกันเองในองค์กรได้แบบมี Knowledge management ที่มีประสิทธิภาพ

คลินิกก็เหมือนทีมฟุตบอล

คุณหมอจะเลือกใครเข้ามาทำงานในคลินิก ?

  • จะเลือกคนมีความสามารถแค่ไหน
  • ทัศนคติอย่างไร
  • นิสัย
  • บุคลิก
  • วุฒิการศึกษา
  • ความรับผิดชอบ

คุณภาพของคลินิกก็คือคุณภาพของพนักงานและของคุณหมอ คุณจะเลือกเอาสิ่งดี ๆ มาไว้ในคลินิกหรือไม่ ? หรือจะเอาคนค่าที่รับได้กับจ้างต่ำ ๆ นิสัยน่าปวดหัว ไม่ได้เรียนหนังสือมาอย่างที่ควรจะเป็นจนสะกดภาษาไทยถูกบ้างผิดบ้างมาร่วมงาน ?

คลินิกเป็นธุรกิจการแพทย์ที่ต้องอาศัยคนนที่มีคุณภาพมากกว่าหาจ้างใครมาเป็นเด็กปั้มคอยเติมน้ำมัน หรือ เอาใครก็ได้มานั่งตักข้าวแกอาหารตามสั่ง ผมไม่ได้จงใจเขียนเพื่อดูถูกใคร แต่เราจะต้องเลือกคนให้เหมาะสมกับธุรกิจที่เราทำ ไม่ใช่สักแต่จ้างถูก ๆ หรือรับใครมั่ว ๆ ซั่ว ๆ มาร่วมงาน

ในฐานะที่ปรึกษาทางธุรกิจคลินิกทันตกรรมและเวชกรรมมานาน ผมพบว่ามีไม่กี่คลินิกที่สามารถบริหารคนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ส่วนใหญ่มักจะพอไปได้ และซุกปัญหาไว้รอมันระเบิดแล้วแก้ไขเป็นครั้ง ๆ ส่วนคุณหมอผู้บริหารก็บ่นทุกวันว่าปวดหัวเรื่องคน (เพราะบริหารคนไม่เป็น นั่นเอง)

ปัญหาหลักที่ผมมักพบเวลาคุณหมอสร้างทีมงานมีดังนี้

  1. รับสมัครคนนิสัยครึ่ง ๆ กลาง ๆ มาร่วมงาน
  2. ไม่กล้ารับคนไม่มีประสบการณ์ เพราะคลินิกไม่มีระบบการสอนงาน หรือ ขี้เกียจสอน
  3. ลูกน้องเข้า ๆ ออก ๆ ประจำ ทำให้พัฒนาคุณภาพการบริการไม่ได้สักที ต้องเริ่มที่ศูนย์อยู่เรื่อยไป
  4. มีดราม่า แบ่งพรรคพวกในที่ทำงาน นินทาและด่าองค์กร
  5. ทุจริต คอรับชั่น ลักทรัพย์ ยักยอก
  6. พนักงานดี ๆ มักลาออก แต่ที่อยู่นานคือพวกที่ไม่ได้ดีอะไรแต่มีความอดทน หรือไม่มีที่ไป
  7. คุณหมอบริหารคนไม่เป็น มีบรามีแต่ไม่ได้ใจลูกน้อง ใช้เงินแก้ปัญหา ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุคือการบริหารที่ดี
  8. หมอสนใจแต่ทำงานหัตถการ แต่ไม่สนใจงานบริหารคน เพราะงานบริหารคนไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ และไม่คุ้นเคย

ในเบื้องต้น สิ่งที่ผมอยากฝากคำแนะนำสำหรับคลินิกขนาดเล็กที่จะเปิดดังนี้

  1. คัดเลือกคนที่ดีมีคุณภาพ อยากให้คลินิกมีคุณภาพแค่ไหนก็จงเลือกคนแบบนั้น
  2. ถ้าหาลูกน้องดี ๆ ไม่ได้สักทีคุณทำได้อย่างเดียว คือ ไปค้นหาจนเจอ ถ้าคุณสิ้นหวังและหายังไงก็ไม่ด้แปลว่าคุณหาไม่เป็น
  3. ศึกษากฎหมายแรงงาน ระวังคุณจะทำผิดกฎหมายและถูกลูกน้องตลบหลังถ้าเขารู้มากกว่าคุณ
  4. ยกระดับเงินเดือนและสวัสดิการให้ลูกน้องลืมตาอ้าปากบ้าง อย่าคิดว่าจะต้องจ่ายต่ำไว้ก่อนด้วยเหตุผลทางทางการเงินแต่อย่างเดียว
  5. หน้าที่เราคือดูแลลูกน้องให้ดี ส่วนลูกน้องก้มีหน้าที่ดูแลคลินิก และดูแลคนไข้ของคลินิกอย่างดี จงทำให้เขารู้หน้าที่ของตนและรับผิดชอบ
  6. คลินิกต้องมีกฎระเบียบ และให้บังคับใช้ด้วย ไม่เช่นนั้นกฎก็จะไม่มีความหมาย

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์ 

เกี่ยวกับอุปกรณ์แพทย์ ผมย่อมไม่มีสิ่งใดจะแนะนำให้แก่คุณหมอมากมายนัก เพราะคุณหมอคือผู้เชี่ยวชาญและย่อมรู้จักอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้อย่างดี

**ในส่วนของคลินิกเวชกรรมจะมีความจุกจิกในการจัดซ้ำน้อยกว่าของคลินิกทันตกรรม เพราะ Item ของทันตกรรมเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าคุณปวดหัวกับจัดซื้อของเวชกรรมอยากให้ลองมาเที่ยวชมของทันตกรรมว่าปวดหวัมากกว่าแน่นอน อิอิ

ในส่วนที่ผมจะสามารถแชร์แนวคิดในการบริหารจัดการให้แก่คุณหมอเพิ่มได้ คือ ข้อคิดในการจัดซื้อ

ข้อคิดในการจัดซื้อ

  • อุปกรณ์จากฝั่งประเทศจีนมีราคาถูกกว่าประเทศอื่น ๆ เสมอ แต่คุณภาพจะลดหลั่นกันไป ส่วนตัวผมมองว่าเทคโนโลยีวันนี้มันไปเร็วและอัพเดทไปมาก ทำให้คุณหมอหลายคนพบว่าความแตกต่างของอุปกรณ์ที่เป็น non-Original บางรุ่นจะใกล้เคียงของ Original
  • อุปกรณ์แพทย์ควรให้ความสำคัญที่ผลลัพธ์การรักษา เพราะถ้าผลลัพธ์ในการรักษาคล้ายกัน หรือ ไม่มีความต่างก็แทบไม่มีความจำเป็นในทางการเงินที่เราจะต้องเสียเงินเพื่อจัดซื้อของที่แพงกว่า หรือ มียี่ห้อกว่าโดยปราศจากเหตุผลที่เหมาะสม
  • ผมมักจะสอนคุณหมอที่มาเรียน หรือ ขอคำปรึกษาว่าการจัดซื้อเราไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยเงินสดเต็มจำนวนทุกกรณี (แม้คุณหมออาจจะได้ส่วนลด) เพราะข้อเสียของการซื้อทุกอย่างด้วยเงินสดอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระยะยาว คุณหมอจะต้องหันกลับมาดู 3.วางแผนทางการเงิน ทุกครั้ง
  • ทุกวันนี้บริษัทผู้ขายอุปกรณ์แพทย์หลายบริษัทยินดีให้คุณหมอผ่อนชำระหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีทั้งระบบผ่อนชำระโดยตรงกับบริษัท หรือ ผ่านสถาบันทางการเงิน
  • Botox และ Filler จะถือว่าเป็นสินค้าที่มีต้นทุนต่อหน่วยสูง การจัดเก็บยุ่งยาก และเสี่ยงต่อการถูกลักขโมย ถ้าคุณหมอต้องการราคาต่อหน่วยที่ถูกลง มักจะต้องแลกกับการซื้อสินค้า Lot ใหญ่ ทำให้มีภาระเพิ่มเติมเยอะในะระยะแรก แนะนำให้ลองนึกถึงการทำ Inventory sharing กับเพื่อนในระยะแรก
  • ระวังการซื้ออุปกรณ์แพทย์ประเภทเสียบปลั๊กใส่ถ่าน พวกนี้อายุการใช้งานอาจจะสั้น ทำให้ซื้อมาไม่ทันไรจะต้องส่งซ่อม ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นค่าเสียโอกาสจากการไม่ได้ใช้งานกลับสูงกว่าราคซื้อมือ 1
  • ความคงทนของอุปกรณ์ หรืออายุของอุปกรณ์แต่ละตัว ขึ้นอยู่กับการความสามารถในการดูแลรักษา และการใช้งานอย่างถูกต้อง ทั้งของเราและพนักงาน เพราะหลายครั้งของพังเพราะคนใช้มากกว่าหมดอายุตามสภาพ

สวัสดีครับ

หมอมด (ทพ.อภิชาติ ลีนานุรักษ์)

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

งานออกแบบคลินิกเวชกรรมในยุคนี้ไม่มีความซับซ้อนอะไรมากมาย เพราะโดยความสามารถ คุณหมอไม่มีปัญญาที่จะทำเอง และต้องพึ่งคนอื่นมาก่อสร้างให้

ส่วนตัวผมอยากแนะนำให้ปรึกษาผู้รับเหมาที่เคยทำคลินิกมาแล้วให้มาดำเนินการเป็นผู้รับเหมา

เกี่ยวกับผู้รับเหมาผมมีข้อคิดดังนี้

  • ถ้าผู้รับเหมาบอกว่ามีประสบการณ์ คุณหมอควรลองไปดูหน้างานจริงที่เขากำลังทำ หรือ เคยทำแล้วเพื่อพิสูจน์
  • ผู้รับเหมาที่ประวัติดี อาจะไม่ได้แปลว่าจะดีกับคุณหมอทุกเรื่อง อดีตไม่ใช่ตัวชี้วัดอนาคตเสมอไป
  • ลงทุนเขียนแบบทุกครั้ง เสียเงิน เสียเวลาก็ต้องยอม อย่า-งก ที่จะลงทุนส่วนนี้
  • อย่ารีบร้อนเลือกผู้รับเหมา ค่อย ๆ เลือกสัก 2-3 เจ้า เอาคนที่เราคุยด้วยแล้วสบายใจและมั่นใจที่สุด
  • เซนต์สัญญาในการทำงาน และมี Payment term ที่ละเอียดชัดเจนว่าจะจ่ายเงินใน Step ใดอย่างไร เมื่อไหร่
  • หลีกเลี่ยงการเลือกผู้รับเหมาสไตล์ ช่างแดง ช่างจ้อย ที่คิดถูก ๆ ไม่มีหัวนอนปลายตีน เพราะพวกนี้เวลาทิ้งงาน
  • อย่าคาดหวังว่างานจะเสร็จตาม Timeline เป๊ะ ๆ เพราะ Error มีเสมอในงานรับเหมาก่อสร้าง แม้ในสัญญาเราจะระบุว่าตบแต่งเสร็จภายใน XX วันที่ชัดเจน แต่ก็มักจะมีเหตุให้ช้าได้บ่อย ๆ อย่างน่าเห็นใจ เช่น ปัจจัยภายนอก ลม ฟ้า ฝนตก โรคระบาด

ในการออกแบบคลินิก ผมมีแนวคิดดังนี้

  • การออกแบบคลินิกมักจะถูกบังคับด้วย Function (พื้นที่ใช้งาน) Flow (บริหาร) และกฎระเบียบ (Regulation) เพราะฉะนั้นการตบแต่งให้สวยงามจะทำได้ในกรอบที่จำกัด จะไม่สามารถเนรมิตทุกอย่างให้เป็นดังที่ฝันที่ชอบแบบร้านกาแฟ หรือ ตกแต่งบ้าน
  • ความสวยงามของคลินิกไม่จำเป็นต้องพึ่งเฟอร์นิเจอร์ทรงหลุยซ์ กรอบทอง หินโมเสก หินอ่อน หรือ ชานาเลียคริสตั้น แต่อาจจะเลือกออกแบบ minimal สวยแบบเรียบ ๆ หรือฉีกไป indrustial design ก็ได้
  • สะอาด สบายตา สว่าง คือสิ่งที่สำคัญพื้นฐาน
  • ถ้าคุณหมอไม่รู้จะเริ่มต้นว่าคลินิกควรหน้าตาประมานไหน สีอะไร แนวไหน ก็ลองส่องดูตาม google หรือ pinterest แล้วส่งรูปไปให้คนออกแบบ
  • ออกแบบคลินิกให้นึกถึงความรู้สึกของคนไข้เป็นหลักมากกว่าของเรา (Patient centric design)
  • อย่ากังวลว่าคลินิกเราจะบังเอิญไปหน้าตาซ้ำกับใคร เพราะในยุคนี้ที่มีคลินิกเป็นพัน ๆ แห่ง มันย่อมต้องมีซ้ำเป็นธรรมดา (แต่สิ่งที่จะไม่ซ้ำคือตัวตนของเรา)
ref https://www.dezeen.com/2019/11/15/swiss-concept-clinic-francesc-rife-minimalist-interiors/

ขอให้สนุกกับการออกแบบคลินิกนะครับ

หมอมด (ทพ.อภิชาติ ลีนานุรักษ์)

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

5.กฎหมาย

4.การขอใบอนุญาติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

แบบฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการสถานพยาบาล (เปิดคลินิกใหม่ ดูตรงดอกจันทร์ (*)

1. แนวทางการเปิดคลินิก (*)
2. ส.พ.1 คําขออนุมัติแผนงานการจัดตั้งสถานพยาบาล ประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (*)
3. ส.พ.2 แผนงานการจัดตั้งสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (*)
4. ส.พ.5 คําขออนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (*)
5. ส.พ.6 หนังสือแสดงความจํานงเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาลของผู้ประกอบวิชาชีพ (*)
6. ส.พ.7ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (*)
7. ส.พ.10 คําขอเปลี่ยนแปลงรายการใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล
8. ส.พ.11 คำขอต่ออายุใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล
9. สพ.13 คําขอโอนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล
10. ส.พ.14 หนังสือแสดงความจํานงเป็นผู้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล กรณีผู้รับอนุญาตตาย
11. ส.พ.15 คําขอใบแทนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล คําขอใบแทนสมุดทะเบียนสถานพยาบาล
12. ส.พ.16คําขอเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการสถานพยาบาล
13. ส.พ.17หนังสือแจ้งเลิกกิจการสถานพยาบาล
14. ส.พ.18 คำขอรับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล คำขอเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
15. ส.พ.20คําขอต่ออายุใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาล
16. ส.พ.21คําขอรับใบแทนใบอนุญาต กรณีใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาลสูญหายหรือถูกทําลายในสาระสําคัญ
17. ส.พ.22 คําขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการใบอนุญาตให้ดําเนินการสถานพยาบาล
18. ส.พ.23 รายงานประจําปีของสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน

19. แนวทางการตรวจมาตรฐานสถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (*)
– คลินิกกายภาพบำบัด
– คลินิกการแพทย์แผนไทย
– คลินิกเทคนิคการแพทย์
– คลินิกแผนไทยประยุกต์
– คลินิกเวชกรรม
– บันทึกการตรวจมาตรฐานทันตกรรม***
– บันทึกการตรวจมาตรฐานฯ คลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบำบัด
– แบบแจ้งสถานพยาบาลที่ไม่ต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541
– แบบตรวจอนุญาตคลินิกกายอุปกรณ์
– แบบตรวจอนุญาตคลินิกการแพทย์แผนจีน
– แบบบันทึกการตรวจมาตรฐานการพยาบาลและการผดุงครรภ์
– แบบบันทึกการตรวจอนุญาตคลินิกการแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย
– แบบบันทึกการตรวจอนุญาตคลินิกเทคโนหัวใจและทรวงอก
– แบบบันทึกการตรวจอนุญาตจิตวิทยาคลินิก
– แบบบันทึกการตรวจอนุญาตรังสีเทคนิค
– รายการยาสามัญประจำบ้านที่มีไว้ในคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์
20. แบบตรวจต่ออายุใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล ครบ 10 ปี
– ใบรับรองการตรวจสอบสถานพยาบาล
– โรงพยาบาลเฉพาะทาง
– โรงพยาบาลทั่วไป
– สพ.การผดุงครรภ์
– สพ.การแพทย์แผนไทย
– สพ.ทันตกรรมเฉพาะทาง
– สพ.ทันตกรรมทั่วไป
– สพ.ผู้ป่วยเรื้อรัง
– สพ.แผนไทยประยุกต์
– สพ.เวชกรรมเฉพาะทาง
– สพ.เวชกรรมทั่วไป

21. แจ้งเลิกเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
22. แจ้งเลิกเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

3.การวางแผนทางการเงิน

คุณหมอจะต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ ? ในการเริ่มต้นจะเปิดคลินิกเวชกรรม

แล้วเราจะต้องใช้เงินประมานเท่าไหร่ ?

การ “ใช้เงิน” คือการ “บริหารเงิน”

  • เราจะบริหารเงินอย่างไร ให้เงินแต่ละบาทเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด
  • เราจะทำอย่างไรถ้าเรามีเงินทุนที่จำกัด
  • เราจะใช้เงินของคนอื่นมาช่วยลงทันได้ไหม ? (เช่น กู้ธนาคาร)
  • เทคนิคทางการเงินรูปแบบอื่น ๆ ที่จะช่วยรักษาสภาพคล่องของการเงินเรา ทำอย่างไรได้บ้าง

ผมคิดว่าหัวข้อนี้สำคัญมาก และเป็นเรื่องที่ทำให้เราปวดหัวและเครียดที่สุดเรื่องหนึ่ง ถ้าต้องการให้ผมสอนหัวข้อการเงินและการจัดการทางด้านการเงินเพื่อวางแผนเปิดคลินิกผมคิดว่าต้องใช้เวลาสัก 1 วันเต็ม

บทความนี้ผมจะเอาเนื้อหาสำคัญสำหรับมือใหม่มาปูพื้นให้พอเข้าใจกันก่อนนะครับ

การบริหารจัดการเงินทุนมีสอง 2 ช่วงคือ

  • ช่วงก่อนเปิดคลินิก
  • ช่วงที่เปิดคลินิกไปแล้ว
Phase ก่อนเปิดคลินิก

ช่วงนี้จะต้องคำนวณให้ขาดว่าก่อนเปิดคลินิกเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ในส่วนนี้เรียกว่า “เงินลงทุน”

  • ค่าตบแต่งคลินิก โดยทั่วไปในการรับเหมาก่อสร้าง เขียนแบบสำหรับคลินิกขนาด 1 ห้องแถวและตบแต่ง 2 ชั้น มีค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ที่ 1.5-2.5 ล้านบาท (รวมเฟอร์นิเจอร์ และแอร์) ทั้งนี้คุณหมอสามารถประหยัดได้ด้วยการไม่ทำเฟอร์นเจอร์บิ้วอิน ไม่ใช้เฟอร์นิเจอร์หรู และลดการกรุผนังออก ถ้าออกแบบให้ประหยัดสุด ๆ จะมาสามารถคุมงบประมานได้ที่ 1 ล้านบาท หรือ ต่ำกว่าได้ ส่วนในกรณีที่คุณหมอต้องการเล่นห้องผ่าตัดก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้ามา
  • อุปกรณ์แพทย์ เป็นค่าใช้จ่ายที่หนักหนาพอสมควร เครื่อง Laser ทันสมัยมักมีราคาแพง งบประมานในส่วนนี้ควรมีเตรียมไว้อย่างน้อย 1 ล้านบาทในส่วนของคลินิกเวชกรรมที่เน้นด้านความงาม รูปหน้า ผิวหนัง แต่ถ้าคุณหมอเปิดเป็นคลินิกที่เน้นทำงานเฉพาะทาง เช่น งานผ่าตัด ก็จะใช้อุปกรณ์ที่ต่างออกไปตามแต่หัตถการที่เน้น

การเปิดคลินิกควรมีเงินทุนตั้งต้นประมาน 3 ล้านบาทสำหรับคลินิกขนาดเล็ก ถ้าคุณหมอมีเงินก้อน มีเงินเก็บในส่วนนี้คงไม่มีปัญหาใด ๆ แต่ถ้าคุณหมอกู้ธนาคารมา ย่อมแปลว่าคุณหมอกำลังเอาภาระทางการเงินที่จะต้องผ่อนธนาคารใน Pahse นี้ไปไว้ใน Phase ต่อไป

Phase เปิดคลินิกไปแล้ว

เมื่อคุณหมอเริ่มทำการคลินิกไปแล้ว จะพบค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับเงินลงทุน แต่จะเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed cost) ” และ “ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable cost)” ถึงรวมผมจะเรียกว่า “ค่าใช้จ่ายประจำเดือน”

ผมขอยก 2 ตัวอย่างให้เห็นภาพ นะครับ

สมมุตคุณหมอไปเปิดคลินิกในห้างสรรสินค้า และมีค่าเช่าสูงถึงเดือนละ 300,000 บาท

จากตัวอย่าง A เราจะพบว่ามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงถึง 477,000 บาท หรือตกเฉลี่ยวันละ 15,900 บาท

อันหมายความว่า คุณหมอจะค่าใช้จ่ายทุกวัน วันละ 15,900 บาท (กรณีเปิด 30 วันต่อเดือน) สิ่งนี้เป็นภาระทางค่าใช้จ่ายที่อนาคตคุณหมอจะต้องหารายรับ (คนไข้มาซื้อบริการ) ให้ได้อย่างต่ำวันละ 15,900 บาท เพื่อจะพ้นขาดทุนในแต่ละวัน

คุณหมอจึงมีเพียงสองหนทางในการทำให้พ้นขาดทุนทางบัญชี คือ

  • ลดต้นทุนให้ตำ่ลง
  • หรือเพิ่มรายรับให้มาชนะต้นทุนที่มีอยู่

ตัวอย่าง B โจทย์นี้เบากว่า A คือคุณหมอมีภาระเป็นค่าเช่าสถานที่น้อยลงเพราะไปเปิดในตึกแถว 1 คูหาค่าเช่า 40,000 บาทต่อเดือน ลูกน้องก็ใช้น้อยลง จะพบว่ามีภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน 202,000 บาท หรือ 6,733 บาทต่อวัน

จะเห็นชัดเจนว่าภาระทางการเงินจะเครียดน้อยลงเยอะ และถ้าคุณหมอรับราชการอยู่และเปิดคลินิกเพียงตอนเย็นก็อาจจะยังพอไปได้เพราะรายจ่ายไม่ส^งมากนัก

ตรงกันข้ามกับกรณีที่คุณหมอมีรายจ่ายสูงตามโจทย์ A คุณหมอจะต้องวิ่งรอบหาเงินมาเติมให้พ้นขาดทุน

สรุป

การวางแผนทางการเงินเป็นเรื่องที่ละเอียดมีทั้ง Phase ก่อนเปิดคลินิกและ Phase หลังจากเปิดคลินิกไปแล้ว

แต่ไม่ว่าส่วนใดคุณหมอมีหน้าที่จะต้องรักษา “สภาพคล่อง” ไว้ให้ได้

และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการตลาดให้คลินิกเอาชนะรายรับในแต่ละเดือน (Break even) มิเช่นนั้นจะกลายเป็นคลินิกที่เปิดไปแล้วขาดทุน ต้องควักเนื้อเอาเงินเก็บ เงินเดือน เงินของครอบครัวมาถมไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

เพราะธุรกิจคลินิกเวชกรรม มีรายจ่ายทุกวัน สม่ำเสมอ ถ้าคุณหมอไม่สามารถเอาชนะรายจ่ายได้ย่อมไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินสถานพายาล

เป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ

สวัสดีครับ

หมอมด (ทพ.อภิชาติ ลีนานุรักษ์)

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

2.การหาทำเล (Place)

  • เราต้องให้ความสำคัญกับทำเล แค่ไหน ?
  • ทำเลที่ดี คืออะไร ?
  • หาจะหาทำเลที่ดี ได้อย่างไร ?

ทำเล (place) ในยุคนี้มีความหมายมากกว่าแค่ตัวตึก ตำแหน่งของคลินิกในตึกแถว หรือพื้นที่บนห้างสรรพสินค้า (ทำเลทางกายภาพ – Geographic / Physical Place)

แต่ยังครอบคลุมในโลกเสมือนจริง เช่น ใน โซเชียลมีเดีย แต่ในบทความนี้จะขอเอยถึงเพียงเฉพาะทำเลที่ตั้งในเชิงกายภาพ

ในส่วนของการหาทำเลอย่างละเอียดเป็นหัวข้อที่ใหญ่เกินกว่าจะนำมาเขียนเป็นบทความได้ทั้งหมด แต่จากการที่ผมให้คำปรึกษาคุณหมอมามากมาย ผมจะพบปัญหาในการเลือกทำเลของคุณหมอค่อนข้างเยอะ ดังนี้

1.คุณหมอให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของตนเองมากเกินไป

คุณหมอหลายคนอยากรักษา Lifestyle ของตนเอง เช่น

  • ไม่ชอบตื่นเช้าฝ่ารถติด
  • อยากมีคลินิกใกล้บ้านเพื่อจะเดินทางสะดวก ประหยัดเวลา
  • อยากได้คลินิกที่สอดคล้องกับชีวิตลูก ไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียนได้ด้วยตัวเองทุกวัน
  • หรือมีคลินิกอยู่ในเขตเดียวกับตัวบ้านไปเลย ตื่นเช้ามาอาบน้ำ ทำเคสได้เลย

ทั้งนี้เหตุผลทั้งหมดที่แจ้งข้างต้น ไม่ใช่เหตุผลที่ดีในเชิงของธุรกิจคลินิกเวชกรรมเลยแม้แต่ข้อเดียว

ทำเลที่ดีของคุณหมอ ไม่ใช่ทำเลที่ดีสำหรับคนไข้

ทำเลที่ดีของคุณหมอ ไม่ใช่ทำเลที่ดีในแง่มุมของการตลาดและงานขาย (Sale & Marketing)

การที่คุณหมอมีความสะดวกสบายในชีวิตตาม Lifestyle ไม่ได้ก่อให้เกิด Value ใดต่อบริการของคลินิกเวชกรรมและไม่มีส่วนใด Benefit โดยตรงคนไข้

แต่ทำเลที่ดีในทางธุรกิจ คือ ทำเลที่คนไข้สะดวกสบาย เดินทางมาง่าย หาง่าย และสบายใจที่จะมา

**เพราะฉะนั้นเราจะต้องแยกคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ “เราต้องการ” กับสิ่งที่คลินิกเวชกรรม “ต้องการ” และสิ่งที่คนไข้ “ต้องการ”

2.ถ้าทำเลไม่ดี เราจะพบอะไร ?

ทำเลที่ไม่ดี จะดึงดูดคนไข้มาค่อนข้างยาก โดยเฉพาะถ้าคลินิกคุณหมอเป็นน้องใหม่ในตลาด ไม่มีชื่อเสียง ไม่มี Brand มันยากมากที่คนไข้จะลงทุนดั้นด้นไปหาในยุคที่คนไข้มีความขี้เกียจ ( ตาม Concept The Lazy Customer)

ref https://www.everydaymarketing.co/trend-insight/lazy-consumers-lazy-marketing-cmmu/

ทำเลที่ไม่ดี เข้าถึงยาก หายาก มองเห็นยาก หรือ คนไข้ต้องใช้ความลำบากมากเกินไปในการเข้าถึง จะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเติบโตของคลินิกโดยเฉพาะในช่วงแรก

เพราะรายได้คุณหมอจะแปรผันตรงจากจำนวนของเคสที่เดินทางเข้ามาถึงคลินิก (เคสเข้าน้อย รายรับน้อย) เพราะฉะนั้นการมีทำเลที่เข้าถึงง่ายจะเอื้ออำนวยมากกว่าทำเลแนวปิดกั้นขัดขวาง

3.ห้าง คือทำเลที่ดีไหม ?
ref https://travel.trueid.net/detail/y2QZqjgMLDY

ในห้างก็ดูเหมือนจะเป็นทำเลที่ดีหลายประการ และเรามักจะคุ้นเคยกับการเห็นคลินิกเวชกรรมความงามหลายยี่ห้อ นิยมไปเช่าสถานที่อยู่ในนั้น

ในแง่ของคนไข้ การอยู่ในห้างย่อมมีข้อดีกับคนไข้หลายอย่าง เพราะจอดรถสะดวกได้ แอร์เย็น ห้องน้ำพร้อม มี Ecosystem ให้ตนเองมาใช้บริการอื่น ๆ ได้ควบคู่ เช่น กินข้าว ไปธนาคาร นัดเพื่อ หรือ ชอปปิ้ง

ทั้งนี้ ในแง่การบริหารธุรกิจ การที่เราเช่าที่ในห้างจะต้องควบคู่กับการวางแผนการเงินที่ละเอียดรอบคอบ คือ ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่

  • ค่าเช่าที่ในห้างสรรพสินค้าระดับปานกลาง (ไม่ใช่ห้างหรู เช่น โลัส บิ้กซี) จะมีค่าเช่าที่เริ่มต้น 1,000 – 1,250 บาท ต่อ ตารางเมตร แปลว่าพื้นที่เล็ก ๆ เพียง 80 ตารางเมตรคุณหมอจะมีค่าเช่าต่อเดือน 100,000 บาท
  • ถ้าเป็นห้างที่ Traffic ของคนหนาแน่นและอยู่กลางเมืองจะยิ่งแพงขึ้น เช่น Central พระราม 9 , Central ลาดพร้าว กลุ่มนี้จะราคาค่าเช่า 2,000 บาทขึ้นไป
  • และถ้าเป็นห้างหรู เช่น สยามพาราก้อนอันนี้ว่ากันว่าเริ่มต้นที่ 5,000 – 6,000 บาท ต่อตารางเมตรเลยทีเดียว

การคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนของคลินิกเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมันคือฐานของการนำเอาคำนวณต่อว่าคลินิกจะมีภาระในการ “หารายรับมาจุนเจือ” อย่างไร ผมแสดงให้ดูในบทความต่อไป 3.วางแผนทางการเงิน

4.ซื้อตึก หรือ เช่าตึก

ถ้าในการเลือกตึกแถวสักที่เพื่อเปิดเป็นคลินิก คุณหมอเลือกได้สามทาง

  • ใช้ตึกที่มี (ตึกของครอบครัว แฟน ญาติ หรือของเราเอง)
  • ซื้อตึกเป็นของตัวเอง
  • เช่าตึก
ซื้อตึก

การลงทุนซื้อตึกย่อมมาด้วยคำถามว่าคุณหมอมีเงินทุนอยู่ในกระเป่ากี่บาท ?

ถ้าคุณหมอมีเงินสดมากพอ เช่นที่บานค่อนข้างมาฐานะ สามารถยกเงินให้คุณหมอเป็นมรดก (ล่วงหน้า) ได้ในวันนี้ 20 ล้าน ก็คงไม่มีอะไรต้องคิดมาก

ถ้าแต่คุณหมอจะต้อง “กู้” ธนาคารมา คุณหมอจะมีภาระในการชำระสินเชื่อที่กู้มาในอัตราราว 7,000 บาท ต่อเงินกู้ 1,000,000 บาท (ระยะเวลา 30 ปี)

**เป็นการคำนวณเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าต้องการละเอียดให้สอบถามธนาคารเพราะอัตราดอกเบี้ยและโปรโมชั่นต่าง ๆ ของธนาคารก็จะเปลี่ยนไปในแต่ละช่วง

เช่น ถ้าตึกที่คุณหมอหมายตาไว้ และอยากจะซื้อ เขาติดราคาขาย 7 ล้านบาท คุณหมออาจจะติดต่อธนาคารและธนาคารให้กู้ที่ 6 ล้าน แปลว่าคุณหมอจะต้องหาเงินสดมา 1 ล้านบาท อีก 6 ล้านก็ผ่อนกับธนาคารไปเดือนละ 42,000 บาท (7,000*6 ตามสมการข้างต้น)

เช่าตึก

คุณหมอไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของตึกก็เป็นเจ้าของคลินิกได้

ถ้าคิดแบบนี้ ความจำเป็นในการที่คุณหมอจะเป็นกรรมสิทธิ์ในตึกแถวก็ไม่มีความจำเป็น และวิธีนี้เริ่มต้นธุรกิจง่ายที่สุด คุณหมอเหลือเงินหมุนเวียนไว้ใช้และไม่ต้องเสียเวลาเก็บเงินก้อนเพื่อซื้อตึก

การที่เราเป็น “ผู้เช่าตึก” ก็มีข้อเสียบ้างบางประการเช่นกัน เช่น การถูกยกต่อสัญญา การผิดใจ หรือ ทะเลาะกับเจ้าของตึก เพราะฉะนั้นก่อนเลือกตึกคุณหมอจะต้องดูด้วยว่าเช่าตึกอยู่กับใคร เขามีเป้าหมายเดียวกับเราหรือไม่

5.ขนาดของตึก

ผมฟันธงว่าคลินิกที่มีขนาดตึกแถว 2 ห้องยังถือว่าได้เปรียบกว่า 1 ห้องในหลายแง่มุม เพราะพื้นที่ใช้สอยเยอะ ภาพพจน์ดูเป็นคลินิกขนาดใหญ่ ดูน่าเชื่อถือ การบริหารจัดการและทำ Flow ก็ง่าย ป้ายทำให้ใหญ่ได้ ชัดได้ แต่ก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่า และอาจจะหาเช่ายากกว่า 1 ห้อง

สรุป

การหาทำเลที่ดีเปรียบเสมือนการคนใครสักคนมาเป็นชีวิตคู่

คุณจะต้องอยู่กับสิ่งที่เลือกไปยาว ๆ

คุณจะเอาดีไปเลย หรือ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ และทนอยู๋กับเขาตลอดไป ?

ในบทความนี้ผมก็ได้เปิดมุมมองให้คุณหมอเห็นภาพกว้างของมุมคิดต่าง ๆ ในการเอาไปใช้มองหาทำเล

และถ้าคุณหมอจริงจังกับการหาทำเลมากในคอร์สอบรม Zero to One medclinic เรามีการสอนส่วนนี้ไว้อย่างละเอียดครับ (ลิ้ง)

สวัสดีครับ

หมอมด (ทพ.อภิชาติ ลีนานุรักษ์)

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

1.การวางแผนธุรกิจ

คุณหมอสงสัยไหมครับ ว่าการจะเริ่มต้นธุรกิจคลินิกเวชกรรม เฉพาะทาง หรือ เวชกรรมควางาม เราต้องวางแผนด้วยหรือ ?

ถ้าคุณหมอกำลังสงสัย ผมอยากจะชวนคุณหมอลองมาจินตนาการตอนที่คุณหมอตรวจโรค หรือ วางแผนวินิจฉัยโรค (Examination & Diagnosis)

จริงไหมครับ ในฐานะที่คุณหมอเป็นแพทย์ การตรวจโรค และ การวินิจฉัยโรค คือ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ในการจะเริ่นต้นให้การรักษาแก่คนไข้

ดังคำพูดที่ได้ยินคุ้นหูกันว่า การตรวจที่ผิดพลาด จะนำไปสู่การวินิจฉัยที่ผิดพลาด

ส่วนการวินิฉัยที่ผิดพลาด ย่อมนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่ผิดพลาดตาม ส่งผลให้ยาที่จ่ายแก่คนไข้ก็ย่อมผิด หัตการก็ผิด สุดท้าย โรคก็ไม่หาย ถ้าซวยเป็นหนักขึ้น… ก็ไปกันใหญ่

กระดุมเม็ดแรกที่ติดผิด ก็นำพาให้ทุกเม็ดที่ตามมาผิดด้วยกันทั้งสิ้น

จุดเริ่มต้นจึงสำคัญที่สุด

ในยุคจีนโบราณก็เรื่องเล่าในทำนองนี้เช่นกัน

ม้าเร็วที่วิ่งส่งสาร ….. 

 ถ้าตะปูตอกเกือกม้าหลุด 

 เกือกม้าก็จะหลุดจากเท้าม้า 

 ม้าไม่มีเกือกม้าก็ไม่พร้อมวิ่ง 

 ม้าวิ่งไม่ได้ก็ไปส่งข่าวสารไม่ได้ 

 ข่าวสารไม่ถึง เมืองก็ไม่รู้ว่าข้าศึกจะมา 

 ไม่รู้ว่าข้าศึกมาก็ไม่เตรียมรับศึก 

 ไม่เตรียมรับศึกก็โดนโจมตีแพ้สงครามได้ 

 ดังนั้น….. แม้เพียงตะปูตอกเกือกม้าหลุด ก็อาจพ่ายแพ้สงคราม

ไม่ว่าจะออกรบ ทำธุรกิจ จะเปิดคลินิกเวชกรรม หรือ ให้การรักษาคนไข้ ล้วนแล้วมีหลักการสำคัญที่เหมือนัน

วันนี้คุณหมอได้วางแผน และทำการบ้านเหล่านี้ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดอยากจะคลินิกหรือยัง ?
สิ่งที่ควรวางแผนไว้ (อย่างน้อยในใจ) ที่ผมอยากจะแบ่งปันในบทความนี้ มีดังนี้
3 แง่คิดเพื่อช่วยวางแผนธุรกิจธุรกิจ
  1. ที่ทำงาน หรือ ธุรกิจ ? (Work or Busniess)
  2. คุณหมอจะขายอะไร ?
  3. วิเคราะห์คู่แข่ง และ ตลาด

ผมจะอธิบายแต่ละหัวข้อไล่เรียงดังนี้

1.คุณหมอวางแผนจะสร้างที่ทำงาน หรือ ธุรกิจ ? (Work or Busniess)
Ref : https://impeccabuild.com.au/medical-clinic-interior-design-ideas/
  1. คุณหมอจะลงปฎิบัติงานเองเพื่อเป็นแพทย์ในคลินิกตัวเอง โดยตั้งใจว่าอยากจะให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำงานของเรา
  2. หรือ เปิดเป็นธุรกิจ คล้ายร้านกาแฟ ร้านอาหาร ที่จะจ้างคนอื่นมาทำงานแทนในทุก ๆ ส่วน และคุณหมออยู่ในฐานะเจ้าของคอยบริหารอย่างใกล้ชิด

สองแนวทางนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ไม่มีอะไรถูกผิด ทั้งนี้ล้อไปกับความต้องการในชีวิตของคุณหมอ (ซึ่งแน่นอน แต่ละคนย่อมมีความต้องการไม่เหมือนกัน และอาจปรับเปลี่ยนไปมาไปตามสภาวะต่าง ๆ ของชีวิต)

**ความต้องการในชีวิต และ ความต้องการทางธุรกิจมันเกี่ยวโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อนะครับ

คุณหมอลองคิดดูว่าเราอยากไปในเส้นทางใด จากนั้นยึดเป็นบันไดขั้นแรกก่อนที่จะเดินไปสู่ขั้นอื่น ๆ ถ้าคุณหมอไม่รู้จะวางแผนยังไงก็แวะมาคุยกันได้ใน Facebook fanpage (ลิ้ง)

2.คุณหมอจะขายอะไร ?

เป็นคำถามง่าย ๆ ที่อาจจะตอบยาก

แต่เพื่อให้คุณหมอเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นมาหน่อย วันนี้เรากำลังจะเปิดร้านขายบริการ (บริการทางการแพทย์) เป็นคลินิกเวชกรรม

คำถามคือ อะไรคือ รายการสินค้าที่คนไข้ (ลูกค้า) จะมาเลือกซื้อบ้าง ? (เวลาผมใช้คำว่า “ขาย” จะหมายถึง Ethical Sales นะครับ คือ ต้องครบทั้งศีลธรรม จริยธรรมและ กฎหมายในทางการแพทย์ , จึงไม่ใช่ Sales ในความหมายทั่วไป)

  • ในร้านอาหารเขามีเมนูอาหารไทย ฝรั่ง จีน อีสาน สารพัด จะนั่งกินหรือสั่งกลับบ้านก็ได้
  • ร้านกาแฟ มีเมนูกาแฟ เย็น ร้อน บางที่มีเบเกอรี่
  • ร้านนวดผ่อนคล้ายเขามีขายเป็นครั้งต่อหรือ หรือจะซื้อเป็นคอร์ส เข้ามาได้ทั้ง walk in หรือ appointment
  • ฟิตเนสเวลาขายหลากหลายเพ็คเกจ จะไม่ค่อยได้ขายเป็นรายชั่วโมง หรือ รายครั้ง แต่เน้นการสมัครสมาชิก (Subscription)
  • แล้วคลินิกของคุณหมอ….ได้คิดไว้หรือยังว่าจะขายบริการอะไรบ้าง ?

และยังไม่พอ จะต้องคิดลึกขึ้นด้วยนะครับว่า

  • ขายอะไร (Service / Product)
  • ขายใคร (Patient , Customer , Client)
  • ขายเท่าไหร่ (Price , Position)
  • ขายยังไง (B2B , B2C)
  • ช่องทางขาย ที่ไหน (Place , Channels , Medias)
  • ขายเมื่อไหร่ (Sales Decision , Cycles , Customer lifetime)
ref https://medium.com/@baran.yurdagul/new-consumer-decision-journey-and-opportunities-7dcacdbee2f7

ถ้าคุณหมอยังไม่สามารถตีโจทย์งานขาย (Sales & Marketing) อย่าเพิ่งรีบเดินหน้านะครับ เพราะงานขายเป็นหัวใจที่สำคัญของธุรกิจคลินิกเวชกรรม เพราะไม่มีงานขายย่อมไม่มีกำไร ไม่มีกำไรคลินิกก็ต้องปิดตัวลง (เจ๊ง) จะบริการดี รักษาเก่ง แต่ขายไปแล้วไม่มีกำไรก็จบ….ครับ

**ในส่วนนี้จึงแตกต่างอย่างมากกว่าการบริหารโรงพยาบาล หรือ โรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดของรัฐบาลที่ขาดทุนได้ ติดหนี้ได้

3.วิเคราะห์คู่แข่ง และ ตลาด

ถ้าเราเพิ่งมาเปิดคลินิกในวันนี้สิ่งที่คุณหมอจะทันทีก่อนมีคนไข้คนแรก คือ คู่แข่ง

**เพื่อนร่วมวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น พี่น้อง อาจารย์ทั้งในและต่างคณะฯ ในบริบทของธุรกิจเป็นได้ทั้งคู่แข่ง หรือ พันธมิตร อันนี้แล้วแต่ความสัมพันธ์เชิงบริบทเป็นเรื่อง ๆ ไป

โดยเฉพาะในส่วนของคลินิกเวชกรรมเสริมความงามที่คู่แข่งถือว่าเยอะมาก และคงมีแนวโน้มมากขึ้นตามการผลิตแพทย์ที่มากขึ้นจาก 21 มหาลัยวิทยาลัย(ไม่นับมหาลัยต่างประเทศ)

แต่เป็นเรื่องธรรมดาของอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนและมีแนวโน้มเติบโต ที่จะมี “ผู้เล่น” หรือ “นักลงทุน” เข้ามาลงทุนในธุรกิจคลินิกเวชกรรม โดยเฉพาะสาขาความงาม

**เวลาเราพูดถึงคำว่า “ตลาด” หรือ “สภาวะของตลอด” จะหมายถึงคำกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมมิติของ ลูกค้า คู่แข่ง การแข่งขัน แนวโน้มในอนาคต

ในภาพรวมแม้คลินิกจะมีเยอะ จนดูแล้วท้อ….ว่ามันในตลาดการแข่งขันนี้จะมีจุดให้เราได้แทรกตัว หรือ ลืมตาอ้าปากหรือไม่ ? แถมราคาขายที่ตั้งกันก็ค่อนข้างถูกจนกำไรบางเฉียบ

ผมมีมุมมองที่อยากชวนคุณหมอคิดตาม ดังนี้ครับ

  • ยุคนี้คลินิกอาจจะเยอะ แล้วเยอะด้วยคุณภาพหรือไม่ ? หรือเยอะแค่จำนวน ?
  • คลินิกส่วนใหญ่มักไม่สามารถสร้างความต่างใด ๆ ได้ ทุกคลินิกแทบจะเหมือนกันทั้งบริการ โปรโมชั่น ราคา จะต่างแค่ชื่อคลินิกและโทนสีที่ใช้
  • ไม่ใช่ทุกคลินิกที่จะเป็นคู่แข่งของเรา เพราะมันมีเรื่องของตำแหน่งในตลาด (Positioning) และคุณหมอจะวางตัวเองอยู่ตรงไหนในธุรกิจนี้
  • ธุรกิจบริการ โดยเฉพาะคลินิกเวชกรรม และ ทันตกรรม จะพบว่ารักษาคุณภาพการบริการให้อยู่ในระดับที่สูงและคงเส้นคงวายาก ทำให้คลินิกที่มีสาขาเยอะอาจไม่สามารถรักษาบริการได้ดีเหมือนเดิม รวมถึงคุณภาพการรักษาจากฝีมือของหมอแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน
สรุป

จะเห็นว่าการเริ่มต้นมีคลินิกเวชกรรมจะมาควบคู่กับการทำการบ้านเสมอ โดยเฉพาะการนั่งครุ่นคิดวางแผน

สำหรับคุณท่านหมอใดเป็นมือใหม่ที่เริ่มสนใจและอยากเดินเข้ามาสู่การมีคลินิกเวชกรรม ผมคิดว่า 3 แง่คิดจะช่วยเปิดมุมมองให้เราได้คิดถึงแง่มุมที่ไม่คิดนึกถึงมาก่อน ผมย้ำว่าวางแผนดีมีชัยมากกว่าครึ่ง และคงไม่เหมาะอย่างยิ่งที่คุณหมอจะเดินหน้าเปิดคลินิกแบบลองผิดลองถูก

สวัสดีครับ

หมอมด (ทพ.อภิชาติ ลีนานุรักษ์)

สารบัญ

1.การวางแผนธุรกิจ (คลินิกเวชกรรม , คลินิกเวชกรรมความงาม , คลินิกเฉพาะทางเวชกรรม)

2.การหาทำเลที่เหมาะสม

3.วางแผนทางการเงิน

4.การขอใบอนุญาติ

5.กฎหมายที่น่าสนใจ

6.การตบแต่ง ออกแบบ ก่อสร้าง

7.การจัดซื้อ อุปกรณ์แพทย์ และ เวชภัณฑ์

8.ทีมงาน พนักงาน

9.เปิดคลินิกวันแรก (เย้)

เก่ียวกับหมอมด

ทพ.อภิชาติ ลีนานุรักษ์

  • ที่ปรึกษาธุรกิจทันตกรม และ คลินิกเวชกรรม
  • วิทยากรบรรยาย การพัฒนาธุรกิจและการตลาด สำหรับคลินิกทันตกรรม และ เวชกรรม
  • แอดมิน เพจ : ธุรกิจทันตกรรม (Link)
  • เวปไซด์ : dentalbusinessblog.com (Link)
  • งานเขียน : หนังสือการตลาดสำหรับธุรกิจทันตกรรม (Marketing for dental Business) (Link)

ประวัติย่อ

เกิดวันที่ 27 ธันวาคม 2523

การศึกษา

  • ปริญญาตรี                                        คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ปริญญาโท                                       ทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การทำงาน (อดีต-ปัจจุบัน)

  • ตำแหน่งทันตแพทย์             กองการแพทย์ เทศบาลนครภูเก็ต
  • อาจารย์พิเศษ                       ภาควิชาทันตกรรมประสม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • Professional Service         บริษัท 3M (ESPE) ประเทศไทย
  • Consultant/Business develop   บริษัท Accord-Henryschien ประเทศไทย
  • อนุกรรมการทันตแพทยสภา กลั่นกรองและไกล่เกลี่ยคดีจรรยาบรรณ
  • นักเขียน                                           เพจและเวปไซด์ ธุรกิจทันตกรรม

ติดต่อ

Email : dent.upgrade@gmail.com

LINE ID : modzzz072